สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ‘มีที่ มีเงิน’

สินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ ‘มีที่ มีเงิน’

นายอนุชา บูรพชัยศรี โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยคณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบปรับปรุงมาตรการการเงินเพื่อดูแล และเยียวยาผลกระทบ

ขยายระยะเวลาปลอดเงินต้น และดอกเบี้ยในโครงการสินเชื่อเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายสำหรับผู้มีอาชีพอิสระ ที่ได้รับผลกระทบ วงเงินสินเชื่อ 40,000 ล้านบาท
โดยธนาคารออมสิน และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) สนับสนุน (ธนาคารออมสิน 20,000 ล้านบาท และ ธ.ก.ส. 20,000 ล้านบาท)

จาก 6 เดือน เป็นรายกรณีไม่เกิน 12 เดือน ขยายระยะเวลากู้จากเดิม ที่ให้กู้ไม่เกิน 2 ปี 6 เดือน เป็น 3 ปี โฆษกประจำ

สำนักนายกรัฐมนตรี ยังเผยว่า การขยายหลักเกณฑ์ดังกล่าว จะช่วยประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากการระบาดระลอกใหม่
ที่ไม่สามารถชำระหนี้ได้ตามกำหนด และอาจส่งผลต่อประวัติสินเชื่อในระบบเครดิตบูโร รวมทั้งยังอยู่ภายใต้กรอบงบประมาณชดเชยเดิม

ตามที่คณะรัฐมนตรีได้มติไว้แล้วจึงไม่ก่อให้เกิดภาระด้านงบประมาณนายอนุชา ยังกล่าวต่อว่า นอกจากนี้ คณะรัฐมนตรี ยังเห็นชอบ

โครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว โดยมีกลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้ประกอบการ SMEs ในภาคธุรกิจท่องเที่ยว
และสาขาธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง (Supply Chain) ที่มีที่ดินว่างเปล่า และ/หรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ที่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดิน

ใช้ที่ดินว่างเปล่าและหรือที่ดินและสิ่งปลูกสร้างที่มีเอกสิทธิ์ที่มีเอกสารสิทธิเป็นโฉนดที่ดินเป็นหลักประกัน และไม่ต้องผ่านการตรวจสอบข้อมูลเครดิตบูโร

โดยธนาคารออมสินจะสนับสนุนสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ วงเงินรวม 10,000 ล้านบาท ให้วงเงินสินเชื่อต่อรายย่อยไม่เกินร้อยละ 70 ของราคาประเมินที่ดิน
ของทางราชการ สูงสุดไม่เกิน 10 ล้านบาท สำหรับบุคคลธรรมดา และสูงสุดไม่เกิน 50 ล้านบาท สำหรับนิติบุคคลระยะเวลากู้ 3 ปี ปีแรกอัตราดอกเบี้ย

ร้อยละ 0.10 ต่อปี โดยสามารถยื่นขอสินเชื่อตั้งได้ตั้งแต่วันที่ คณะรัฐมนตรี มีมติเห็นชอบ (15 กพ. 2564 ) ถึงวันที่ 30 มิถุนายน 2564
หรือจนกว่าวงเงินโครงการจะหมด พร้อมยังอนุมัติ 600 ล้านบาท เพื่อชดเชยให้กับธนาคารออมสินในการดำเนินโครงการด้วย

“วัตถุประสงค์ของโครงการสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ SMEs มีที่ มีเงิน สำหรับธุรกิจท่องเที่ยว ช่วยเสริมสภาพคล่องกิจการท่องเที่ยว
รวมทั้งเพื่อไถ่ถอนจากการขายฝากเอกชนที่ทำสัญญาขายฝาก ทำให้ผู้ประกอบยังสามารถรักษาธุรกิจและการจ้างงานไว้ได้” โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว